หลังจากชีวิตผ่านมาได้ซักพัก

ได้ตัดสินใจเข้ามาเรียนโทแล้ว

พบว่า โคตรเครียดเลย 5555555 ไม่ค่อยสนุกอย่างที่คิด และเหมือนโดนบีบบังคับตลอดเวลา ไม่ได้สนุกเหมือนตอนเรียนรู้อะไรด้วยตัวเองเท่าไร


ที่มาเรียนโท

  • เพราะอยากเก่งขึ้น ในเรื่อง Localization ของหุ่นยนต์ ในสถานที่จริง
  • การที่พยายามเก่งขึ้น ต้องได้ศึกษาบางอย่าง อย่างเข้มข้น
  • แล้วอยากได้ Reward จากการศึกษาตรงนั้นด้วย นอกจากทำหุ่นไปขายได้
    ถ้ากระบวนการมันเหมือนทำวิจัยจริงๆ (ตามที่หัวหน้าโน้มน้าวมา)
    ก็น่าจะได้ ปริญญาโท ด้วย
  • บริษัทบอกว่า ถ้าไม่มี โท ก็เลื่อนตำแหน่งไม่ได้

แต่ตอนนี้ ความเป็นจริงพบว่า

  • ต้องเรียนวิชาที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเอาไปใช้งานเท่าไร แม้ว่าจะสนุกดี ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แต่ระหว่างที่ทำอะไรใหม่ๆ (พวกนี้แหละ) ทำให้เรามีเวลาทำงานหุ่นยนต์น้อยลง - ซึ่งเราไม่ Happy เลย
  • ก่อนหน้านี้เวลาอยากรู้อะไรก็จะอยากไปหาเอง เดินด้วย Pace ตัวเอง อาทิตย์นึงได้ 2-3 เรื่อง ตอนไหน Down ๆ เซ็งๆก็พักได้
  • พอมาเรียน มันเท่ากับว่า ทุกๆสัปดาห์ จะต้องอัด จะต้อง "ฝืน" ตัวเองให้ทำตามเป้าให้ได้เรื่อยๆ ซึ่งพบว่า บางครั้ง เราไม่ได้อยากจะอ่านรัวๆขนาดนั้น หรือ ต้องบังคับตัวเองให้หาอะไรบางอย่างให้เจอ - ทั้งๆที่มีเรื่องที่น่าสนใจที่แทรกเข้ามา เช่น GPS, Image Deep Learning หรือ เรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานวิจัย แต่เราอยากรู้
  • รู้สึกว่าไม่ได้ทำงานบริษัทแล้ว ตามสิ่งที่บริษัททำตอนนี้ไม่ทัน ไม่รู้ Direction ภาพรวม รู้แค่มีงานวิจัยตรงหน้า กับ หุ่นที่มีปัญหาเป็นส่วนๆ ที่ต้องแก้ - เริ่มห่างจาก บริษัท
  • พอต้องบังคับตัวเองให้ทำอะไรฝืนๆ ตอนนี้เราเริ่มซึมๆ แต่เกลียดคำว่าซึมเศร้ามากเลยนะ ไม่อยากเป็น ไม่อยากใช้คำนี้
  • บางทีมันจะรู้สึก Down ๆ มากๆ ตอนเรา Take Control อะไรก็ตามไม่ได้ เช่น วิจัยไม่คืบหน้า แต่ต้องไป Report, การบ้านตันๆไม่รู้จะเขียนอะไร จะถามใครดี
  • มันไม่เหมือน ตอนเรียน ป.ตรี ที่ทุกๆคนทำเรื่องคล้ายๆกัน เลยปรึกษากันได้ ถามงานกันได้ ให้ความเห็นกันได้ - ตอนนี้คือต้องเดินด้วยตัวคนเดียวจริงๆ
  • เราไม่ใช้ lone wolf ขนาดนั้น เราอยากทำงานเป็นทีม
  • การพยายามจับต้นชนปลาย โดยที่ไม่รู้อะไร แล้วต้อง "บังคับให้ตัวเองรู้ให้ทัน" ในทุกอาทิตย์ คือเรื่องที่รู้สึกแย่มาก
  • เวลาพักคือหลังเที่ยงคืน ที่ได้คุยกับเพื่อน หรือเล่นเกมส์กับเพื่อน น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่เครียดที่สุดแล้ว ในชีวิตช่วงนี้  

ตอนนี้ที่พยายามจะขอความช่วยเหลือ

  • บอกหัวหน้าไปแล้ว แต่ไม่รู้เขาฟังไหม ว่า เรียน Coursework ไม่สนุกเลย ไม่ชอบ
  • บอกหัวหน้าไปแล้ว ว่าเวลาทำงานน้อยลงมาก ปัญหาหน้างาน หรือ สิ่งที่ต้อง Dev มันไม่ทัน Timeline เดิมเลย ต้องโยนให้น้องไป แล้วบางทีน้องแก้ไม่ถูกบ้าง
  • คุยกับที่บ้านญาติที่มาอยู่ด้วย (สงสัยไปอวดคนอื่นไปทั่วแล้ว ตอนเริ่มเรียน) บอกว่าไม่ชอบที่เป็นอยู่ตอนนี้เลย
    เค้าก็บอกว่า เรียนเพื่อ "ความภาคภูมิใจของครอบครัว" หน่อย ถ้าได้ โทมา แล้วจะภูมิใจมากเลยนะ
  • ตอนนี้มีแค่ พ่อ - แม่ (ที่เชียงใหม่) ที่เข้าใจเราแหละ บอก ไม่ไหวก็พอ ไม่ไหวก็พัก ยิ่งพ่อเราที่ตอนแรกเราคิดว่าเค้าจะโกรธที่เราทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันซักที ก็เข้าใจ ว่า ถ้าไม่ไหวก็พอ เปลี่ยน บริษัท ไปทำอย่างอื่น
  • ความคาดหวังจากแฟน ว่าเราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ มันก็ทำให้เครียดอยู่แหละ แต่เราก็พยายามจะบอกตลอดว่า ไม่ชอบที่เป็นอยู่นี้เลย แต่เหมือนแฟนก็ยังเชื่อเรื่อง
    No Pain No Gain อยู่แหละ ว่าแบบ เราขี้เกียจเอง ไม่มี Progress ในชีวิตเราเอง
  • หลังๆมานี้ก็พยายามคุยกับแฟนแล้ว ว่ามันเริ่มมีปัญหาที่ทำงาน และ Direction ของงานวิจัยที่บริษัทอยากได้ มันเริ่มฉีกกับหัวข้อที่คุยกับอาจารย์ไป แฟนก็ดูเหมือนจะเปิดฟังบ้าง ว่าถ้ามันหนักใจมากก็ออก มีตัวเลือกอีกเยอะ

แม่งชีวิตมันก็เครียดๆแหละ เพราะตอนนี้ความเป็นจริงมันก็เริ่มเล่นเราแล้ว

เราอยากจะโต มีตำแหน่ง มีทีมที่เชื่อกัน แต่จะเชื่อกันได้ที่นี่ ต้องมียศ มีตำแหน่ง
(แม้ว่าจะเปลี่ยน Direction มาตามสิ่งที่เราอยากให้เป็นทีหลังก็เถอะ แต่แม่งเค้าไม่ได้ Realize ว่า เราพูดเรื่องนี้ไป แล้วโดนปัดตกอย่างไร้เยื่อใยมานานแล้ว)

การที่เราโต = เราจะได้เงินเยอะขึ้น จะได้เป็น  Backup ให้พ่อแม่ได้ เพราะพ่อแม่เราไม่มีแผนเกษียณเลย เงินเก็บก็ไม่มี เราเองค่อนข้างเครียดที่รู้เรื่องนี้ ทำให้เราไม่ได้ไปเรียนต่อ หรือสอบชิงทุนเพราะต้อง Standby ว่าเกิดท่านอยากจะใช้เงินเมื่อไร เราจะต้องหาให้ได้ทัน (เหมือนตอนสองสามปีที่แล้ว ที่ต้องใช้เงินทีละเยอะๆ แล้ว ถ้าเราเรียนอยู่ เราจะหาให้ไม่ทันเลย)

ยกเว้นว่าจะทิ้งไปเลย กูไป ไปด้วยตัวเองไปเลย สอบไป รีบเรียน รีบหางานที่นู้น แล้วค่อยว่า

ที่น้อยใจคือ เพื่อนคนอื่นใน บริษัท โตขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขทางวิชาการ ไม่ต้องมี ปริญญาโท น่าเศร้าเนาะ ทำไมเรามันดูไม่น่าเชื่อถือ หรือทำงานหนักไม่พอเหรอ 555555


เอาเป็นว่า ที่จะเล่าให้ฟังใน Blog นี้ คือ ไม่ชอบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เลย

บางวันตื่นเช้ามามองเพดานหลายนาที

ไม่เหมือนตอนทำงานอย่างเดียว ที่ตื่นขึ้นมาแล้ว แบบ วันนี้กูจะต้องทำให้หุ่นยนต์ที่กูสร้างมา ดีขึ้นยังไงได้บ้าง ต้องแก้อะไรบ้าง


คุยกับแฟนไม่ค่อยได้เต็มที่ คุยกับบ้านที่อยู่ด้วยกันตรงนี้ก็ไม่ได้ คุยกับพ่อแม่ก็กลัวท่านจะกังวล ยิ่งมีอายุมากๆกันแล้ว

เพื่อนทุกคนบอกให้ลาออก ไปทำสายอื่น

ชีวิตอยากจะเขียนเอง แต่แม่งต้องเลือกที่จะ ทิ้ง การสนอง Expectation ของคนหลายๆคน
ซึ่งเท่ากับการขัดใจแหละ

เราไม่ชอบขัดใจใครเท่าไร มันไม่สบายใจ ยกเว้นจะพูดให้เข้าใจได้ ก็เลยพยายามจะพูด

แต่ก็ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครเข้าใจเท่าไร


ถ้ายังไม่กล้าขัดใจใคร

ก็จงทรมานต่อไปซะ

ติว 11-sept-2021